When and How to Upgrade Your ERP System

เคล็ดลับในการอัพเกรดระบบ ERP สำหรับธุรกิจการผลิต

เหตุผลในการอัพเกรดหรือเปลี่ยนระบบ ERP สำหรับธุรกิจการผลิตคืออะไร?

การตัดสินใจอัพเกรดหรือเปลี่ยนระบบ ERP หรือระบบการวางแผนทรัพยากรในองค์กรเป็นการตัดสินใจทางธุรกิจครั้งใหญ่ และถือเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งสำหรับธุรกิจ ซึ่งการเปลี่ยน ERP นั้นส่งผลทั้งด้านการเงิน บุคลากร และการดำเนินงานทั่วโลก มาดูกันว่าสิ่งที่รับประกันความคุ้มค่าในการอัพเกรดหรือเปลี่ยน ERP มีอะไรบ้าง

1. คุณต้องการก้าวสู่ความสำเร็จและเติบโตในธุรกิจ

ความต้องการ การเติบโตในธุรกิจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่พบบ่อยที่สุด ต่อการตัดสินใจอัพเกรด ERP ในธุรกิจที่กำลังเติบโต คุณอาจจะต้องพิจารณาระบบซอฟต์แวร์ทั้งหมดของคุณ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถจัดการกับความเสี่ยงและความต้องการในอนาคตของธุรกิจได้ รวมไปถึงการรองรับ:

  • ธุรกรรมทางธุรกิจที่มากขึ้น (More Business Transactions) – เมื่อมีธุรกิจมากขึ้น จะมีข้อมูลมากขึ้นด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการติดตามข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ (New Products or Services) – เมื่อข้อเสนอหรือรูปแบบธุรกิจของคุณเปลี่ยนไป คุณอาจต้องการระบบที่ครอบคลุมมากขึ้น

  • ตลาดใหม่ (New Markets) – การขยายไปสู่ตลาดใหม่อาจหมายถึงข้อกำหนดทางธุรกิจใหม่ เช่น ข้อกำหนดด้านภาษีใหม่ ภาษา รูปแบบการจัดรูปแบบข้อมูล ฯลฯ ระบบ ERP ปัจจุบันของคุณอาจไม่สามารถรองรับได้ทุกพื้นที่ทั่วโลก

  • รูปแบบธุรกิจใหม่ (New Business Venture) – หากธุรกิจของคุณมีการพัฒนาหรือเพิ่มแผนกใหม่ คุณต้องมีระบบ ERP ที่สามารถจัดการกับแง่มุมต่างๆ ได้ทั้งหมด

2. ต้องการให้ธุรกิจ ก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาด

เป็นเรื่องปกติสำหรับผู้นำคนใหม่ที่มีความคิดริเริ่มใหม่ๆ และต้องการทำให้การดำเนินธุรกิจไปสู่ขั้นต่อไป ซึ่งความต้องการในการมองเห็นข้อมูลและกระบวนการทำงานทั้งหมดแบบขั้นสูง อาจจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงระบบ ERP เพื่อให้เหมาะกับความต้องการที่ต้องนำมาใช้ในการวิเคราะห์ในการดำเนินธุรกิจ

3. ข้อพิจารณาด้านกฎระเบียบ

บางทีเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งในการอัพเกรดระบบ ERP ของคุณ ก็คือการต้องปฏิบัติตามข้อพิจารณาด้านกฎระเบียบ หากคุณรู้ว่าระบบของคุณไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ก็จำเป็นต้องอัพเกรด ERP อย่างเร่งด่วน และระบบของคุณต้องมีการควบคุม มีการทำงานที่รัดกุมเพื่อลดความเสี่ยงให้เป็นไปตามมาตรฐานการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางธุรกิจ

4. การควบรวมและเข้าซื้อกิจการ

การควบรวมกิจการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย หากกลุ่มนักลงทุนกำลังวิเคราะห์ธุรกิจของคุณ คุณอาจต้องเปลี่ยนระบบ ERP เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อนักวิเคราะห์ และผู้ลงทุนมากขึ้น และหากธุรกิจอื่นๆ รวมเข้ากับธุรกิจของคุณ ระบบ ERP ของคุณจะต้องสามารถเชื่อมต่อ และจัดการทุกอย่างที่มาพร้อมกับสิ่งนั้นได้

5. การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ที่ไม่หยุดนิ่ง

ระบบเดิมที่ใช้อยู่ ผ่านการปรับแต่งมากมาย และหากบริษัทของคุณใช้ระบบมานานหลายปีโดยอาศัยการปรับแต่งเหล่านั้น เมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ แน่นอนว่าระบบที่มีการปรับแต่งเยอะๆ อาจจะยากในการอัพเกรด หลายบริษัทอาจประสบปัญหาที่ต้องพึ่งพาระบบเดิมเช่น:

  • ระบบเดิมไม่ได้ทำงาน ตอบสนองในสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการอย่างแท้จริง

  • ยากที่ผู้ให้บริการ จะสามารถอัพเกรดได้จากซอฟต์แวร์ที่มีการปรับแต่ง

  • มีบุคลากรเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่รู้วิธีดำเนินการและกำลังจะเกษียณอายุ

  • วิธีแก้ปัญหาอาจเป็นแนวทางปฏิบัติที่เกิดจากประสบการณ์ มากกว่าเป็นแนวทางที่ใช้กันทั่วไป ทำให้การแก้ปัญหาบางอย่าง ไม่สามารถทำได้ง่ายๆ หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญ

  • ระบบไม่รองรับข้อกำหนดใหม่ๆ ทางธุรกิจ หรือ ข้อกำหนดระดับสากล

เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายของบริษัทของคุณ การอัพเกรดจึงเป็นแนวคิดที่ชาญฉลาดและเหมาะสมที่สุดสำหรับผู้ผลิต

ประโยชน์ของการอัพเกรด ERP

หากธุรกิจของคุณไม่แน่ใจว่าควรจะเปลี่ยนระบบ ERP หรือไม่ ประโยชน์ 8 ประการของการอัพเกรด ERP นี้อาจช่วยคุณตัดสินใจได้

1. เพิ่มกำไร (Profitability)

การมีระบบ ERP ที่ปรับธุรกิจของคุณให้เหมาะสมตั้งแต่การรวมบริษัทของคุณไปจนถึงการดำเนินการอัตโนมัติ จะนำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและประสิทธิภาพ ซึ่งเราทุกคนรู้ดีว่าสองปัจจัยนี้จะนำไปสู่การประหยัดต้นทุนและผลกำไรที่สูงขึ้น หากคุณกำลังชั่งน้ำหนักว่าคุณควรลงทุนในระบบใหม่หรือไม่ คำตอบคือ การเปลี่ยน ERP จะช่วยสร้างความคุ้มค่าใน ROI ได้อย่างชัดเจน

2. ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจ (Business Insight)

การขับเคลื่อนธุรกิจของคุณไปในทิศทางที่ถูกต้องต้องใช้กลยุทธ์ที่ดี และกลยุทธ์ที่ดีต้องได้รับการมองเห็น ซึ่งรวมถึงการมองเห็นข้อมูลทางการเงิน การดำเนินงาน กระบวนการ พนักงาน ผู้ขาย ลูกค้า ฯลฯ ในการดำเนินการนี้ คุณต้องมีข้อมูลแบบเรียลไทม์ที่แม่นยำ ระบบ ERP ที่มีคุณภาพจะช่วยให้คุณตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีข้อมูลและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. การปฏิบัติตาม (Compliance)

ธุรกิจการผลิตต้องการการปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านอุตสาหกรรมและการค้าระดับโลกอย่างเข้มงวด การอัพเกรด ERP เฉพาะสำหรับบริษัทผู้ผลิต สามารถช่วยปรับปรุงกระบวนการปฏิบัติตามข้อกำหนดได้

4. การสื่อสาร (Communication)

การทำงานแบบไซโล (Silos) หรือการขาดการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างองค์กรหรือหน่วยงาน สามารถก่อให้เกิดปัญหาในบริษัททุกขนาด และส่งผลให้เกิดข้อผิดพลาดได้ ดังนั้นการเลือกใช้ระบบ ERP ที่เหมาะสมกับธุรกิจจะสามารถเชื่อมต่อทุกแง่มุมของธุรกิจของคุณ พร้อมยกระดับการสื่อสารและการทำงานร่วมกันเพื่อประสิทธิภาพที่ดีขึ้น

5. ความน่าเชื่อถือของเครือข่ายซัพพลายเชนและการกระจายสินค้า (Supply Chain & Distribution Network Reliability)

การใช้ MRP ที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์เพื่อคาดการณ์อุปสงค์และอุปทานทำให้การดำเนินงานราบรื่นขึ้น และพร้อมสำหรับการดำเนินงานจัดการคำสั่งซื้อและซัพพลายเชน ทั้งนี้ระบบ ERP ที่เหมาะสมจะสนับสนุนซัพพลายเชนและผสานรวมกับซัพพลายเออร์ได้อย่างแม่นยำ ทำให้สามารถทำงานในเชิงรุกได้ดีกว่า

6. ความสามารถในการปรับเปลี่ยน (Scalability)

ERP ที่มีคุณภาพจะทำให้บริษัทสามารถรองรับและป้องกันการหยุดชะงัก ในขณะเดียวกันก็ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้และ สร้างการเติบโตในตลาดเพื่อรองรับการแข่งขันได้

7. การจัดการลูกค้าและซัพพลายเออร์ (Customer & Supplier Management)

การจัดการลูกค้าและซัพพลายเออร์มีความสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ ซึ่ง ERP สามารถช่วยจัดเก็บและตรวจสอบข้อมูลการจัดการลูกค้า คู่ค้า และซัพพลายเออร์ รวมถึงทำให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถมองเห็นข้อมูลต่างๆได้ 

8. การย้ายระบบไปยังคลาวด์ (Cloud Migration)

ระบบคลาวด์ ERP มีประโยชน์หลายประการ หรือที่เรียกว่า Software as a Service (SaaS) โซลูชันบนคลาวด์ช่วยให้สามารถจัดเก็บและเข้าถึงข้อมูลบนอุปกรณ์ใดก็ได้ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต สิ่งนี้ช่วยปรับปรุงการใช้งาน การรวม การจัดเก็บ การอัปเดต และความปลอดภัย

ความเสี่ยงหากระบบ ERP ของคุณ ไม่ได้ถูกอัพเกรดในเวลาที่เหมาะสม

มาดูกันว่าต้องคำนึงถึงปัจจัยอะไรบ้าง หากคุณละเลยการอัพเกรดซอฟต์แวร์ ได้แก่:

  • ความสามารถและประสิทธิภาพที่มีแนวโน้มน้อยลงเรื่อยๆต่อการใช้งาน

  • ประสิทธิภาพด้านความปลอดภัย การป้องกันข้อมูลที่มีอยู่

  • ขาดการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางธุรกิจ หรือระดับสากล

  • ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดจากมนุษย์ในงานแบบแมนนวล (Human error)

  • ไม่สามารถปรับตัวภายใต้เหตุการณ์ฉุกเฉิน การขาดแคลน ภัยธรรมชาติ ฯลฯ

  • การเชื่อมต่อกับซัพพลายเชน, MRP, การค้าโลก หรือระบบ QMS น้อยลง 

  • ประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ลดลง นำไปสู่การสูญเสียผลกำไร

ดังนั้นการเปลี่ยนระบบ ERP ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถทำการเชื่อมต่อระหว่างกัน เข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์มากขึ้น เพื่อคาดการณ์ในอนาคต ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตขององค์กรอย่างเห็นได้ชัด 

การอัพเกรด VS การเปลี่ยนระบบ ERP 

เมื่อถึงเวลาสำหรับการเปลี่ยน ERP ผู้ผลิตมีเพียง 2 ตัวเลือก คือ อัพเกรดหรือเปลี่ยนทั้งระบบ ทั้งนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับเป้าหมายที่ให้มูลค่าทางธุรกิจมากที่สุด หากคุณพอใจกับระบบปัจจุบันที่ใช้งานอยู่ และเพียงแค่ต้องการการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง การอัพเกรดอาจใช้เวลาเพียงเล็กน้อยในการพัฒนา ผู้ผลิตก็สามารถดำเนินงานตามเดิมได้ และสามารถลดอุปสรรคในการจัดการการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม หากลองมองในแง่การเปลี่ยนแพลตฟอร์ม ERP ใหม่ อาจช่วยให้ผู้ผลิตคว้าโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และเติบโตอย่างทวีคูณ นอกจากนี้ หากองค์กรมีการควบรวมหรือซื้อกิจการ อาจทำให้เกิดความซับซ้อนในการจัดการหลายระบบ ดังนั้นการแทนที่ จะนำระบบหลายๆ อย่างที่ใช้ในองค์กร มาอัพเกรด หรือเชื่อมต่อกัน สู้การเปลี่ยนแพลตฟอร์มให้ทันสมัย ทันเทคโนโลยี ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ใหม่ๆ ง่ายในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน และลดความยุ่งยากในการบริหารจัดการอีกด้วย

คุณจะวางแผนการอัพเกรดหรือเปลี่ยนระบบ ERP ได้อย่างไร?

เมื่อคุณตัดสินใจที่จะก้าวไปข้างหน้า ก็ควรวางแผนการติดตั้ง ERP ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตมีข้อมูลในตัดสินใจระหว่างการดำเนินงานด้วยแผนการทำงานได้ดีกว่าเดิม รวมถึงเพื่อให้แน่ใจว่าการใช้งานจะราบรื่นและประสบความสำเร็จ ด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ:

  1. กำหนดความคาดหวัง กำหนดขอบเขต และระยะเวลา จากผู้ขายภายนอกไปจนถึงพนักงานภายใน สื่อสารเป้าหมาย ข้อกำหนด ขอบเขตโครงการ ความคาดหวังด้านเวลา ต้นทุน และทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการอัพเกรด กุญแจสำคัญในที่นี้คือต้องแน่ใจว่าทุกคนได้รับข้อมูลเดียวกันตั้งแต่เริ่มต้น

  2. ต่อไปคือการเริ่มต้นของโปรแกรม ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องจัดตั้งทีมโครงการและมีส่วนร่วมกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ทีมควรร่างแผนพร้อมผลลัพธ์และสิ่งที่ต้องคำนึงถึง

  3. ตัดสินใจออกแบบ ทำงานร่วมกับทีมและผู้ให้บริการ เพื่อให้แน่ใจว่าฟังก์ชัน ERP ที่คุณต้องการนั้นเหมาะสมกับความต้องการทางธุรกิจ ข้อบังคับการปฏิบัติตามข้อกำหนด และปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในอุตสาหกรรมสำหรับการติดตั้ง ERP

  4. ทดสอบระบบเพื่อหาข้อผิดพลาดหรือปัญหาก่อนใช้งาน และพิจารณาว่ามีปัญหาใดๆ ที่ส่งผลต่อไทม์ไลน์หรือไม่

  5. วางแผนการเริ่มใช้งานจริง กับผู้ให้บริการ ERP ของคุณ กำหนดว่าเมื่อใดควรหยุดระบบเก่าและเริ่มระบบใหม่ ทันทีหลังจากเปลี่ยน ERP และควรมีการตรวจสอบหลังการติดตั้งอย่างครอบคลุม

เพื่อความสำเร็จสูงสุด ควรจะ:

  • ตัดสินใจให้เร็วในการอัพเกรดหรือเปลี่ยนแพลตฟอร์ม

  • มีขั้นตอนการติดตั้ง ERP ให้เร็วที่สุด

  • ระบุปัญหาและสร้างเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน

  • กำหนดผู้เกี่ยวข้องในการทำงาน

  • จัดเตรียมข้อมูลสำคัญ

  • วางแผนการฝึกอบรมสำหรับผู้ใช้งาน

  • จัดการขอบเขตการทำงานที่ชัดเจน

  • ระบุไทม์ไลน์และการดำเนินการ และกรณีเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบฉุกเฉิน แผนรองรับ

 คุณประเมินระบบ ERP อย่างไร?

การเริ่มต้นในการปรับเปลี่ยนระบบ ERP ของคุณเริ่มต้นด้วย 2 ปัจจัย คือ 1. ปัญหาที่คุณพยายามแก้ไขและ 2. สิ่งที่คุณคาดหวัง ด้วยปัจจัยเหล่านี้ คุณสามารถเริ่มประเมิน ERP ต่างๆ ภายในงบประมาณที่กำหนดทั้งนี้คุณสามารถประเมินด้วยการตรวจสอบ ดังนี้:

  • ตรงตามข้อกำหนดของระบบของคุณหรือไม่?

  • สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทแล้วหรือยัง?

  • เข้ากันได้กับข้อมูลที่มีอยู่หรือไม่?

  • มีแผนการฝึกอบรมและการสนับสนุนหรือไม่?

  • การให้บริการด้านการติดตั้งเป็นอย่างไร?

  • ผู้ให้บริการรายนี้ยังคงพัฒนาเทคโนโลยีใหม่และปรับให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่?

และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความน่าเชื่อถือของบริษัทผู้ให้บริการ และความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในธุรกิจ เพราะ ERP แต่ละระบบ รองรับการทำงานในธุรกิจแตกต่างกัน ดังนั้นหากคุณเป็นผู้ผลิต มีโรงงาน ก็ควรจะมองหา ERP ที่เชี่ยวชาญในระบบ กระบวนการที่เกี่ยวข้องการสายการผลิตเป็นหลัก

หลังจากจำกัดตัวเลือกโซลูชันที่คุณต้องการแล้ว การทบทวนประโยชน์และคุณสมบัติของระบบกับผู้มีอำนาจตัดสินใจหลักในบริษัทของคุณก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะ ผู้บริหารจำเป็นต้องเข้าใจและเห็นด้วยกับสิ่งที่จะได้มาเมื่อเทียบกับเงินที่ต้องลงทุนไป 

เริ่มต้นการอัพเกรด ERP ของคุณ

หากคุณไม่แน่ใจว่าจะเริ่มต้นจากการอัพเกรด ERP หรือปรับเปลี่ยนแพลตฟอร์ม จากที่ใด ทีมผู้เชี่ยวชาญ ERP ทั่วโลกของ QAD สามารถช่วยคุณได้ ตั้งแต่การช่วยเหลือบริษัทด้วยกระบวนการทางธุรกิจที่คล่องตัวไปจนถึงการย้ายข้อมูลไปยังคลาวด์ ทีมบริการที่ปรึกษาสามารถช่วยแนะนำระบบที่เหมาะสมกับองค์กรของคุณ

การติดตั้ง ERP ของเราแตกต่างกันไปตามขอบเขต แต่เป็นกระบวนการที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสมขององค์กร และปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดในการผลิต เราให้การสนับสนุนทั่วโลก ทั้งด้านทรัพยากร และการฝึกอบรมเชิงลึก รวมไปถึงพาร์ทเนอร์ของ QAD ยังช่วยให้เราสามารถพัฒนาโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตสามารถทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้เชี่ยวชาญ ERP ของเราอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ จะดีกว่าไหม หากคุณคือธุรกิจการผลิต ผู้ผลิตในอุตสาหกรรม หรือ โรงงาน ที่จำเป็นจะต้องมี ERP เฉพาะทางที่เหมาะสมกับกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง QAD คือผู้ให้บริการ ERP ในอุตสาหกรรมผลิต มากว่า 40 ปี ในประเทศไทย เราพร้อมจะให้คำปรึกษา

หากท่านสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERP Software โทร. 02 202 9363 หรืออีเมล์ [email protected] 

ผู้เขียน 

Alex Kempผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดมีทักษะด้านกลยุทธ์และการดำเนินการรวมถึงเว็บ, Creative, PR, Content marketing, SEO และ Video 

แหล่งที่มา  https://www.qad.com/blog/2021/07/erp-upgrade-when-and-how