What is the State of Digital Transformation in Manufacturing?

สถานะของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการผลิตคืออะไร?

สถานะของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการผลิตคืออะไร?

 

ว่ากันว่าความแน่นอน คือความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ย่อมเกิดขึ้นเสมอ ไม่เว้นแม้แต่ในอุตสาหกรรมการผลิต ที่เผชิญกับการหยุดชะงักอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ผลิตอยู่ในสถานะการที่ต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา ปัจจุบันพวกเขากำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งหลายคนเรียกว่า “การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4” อย่างที่ทราบกันดีว่า Industry 4.0  ทำให้ผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญมากขึ้น บางที่อาจจะมาช้า แต่เมื่อมาถึงจุดนี้อย่างเป็นทางการแล้ว ผู้ผลิตจำนวนมากต้องเริ่มมองหาวิธีใหม่ๆ ในการทำให้ธุรกิจมีความคล่องตัวและความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น และศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงทั้งหมดก็คือการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลนั่นเอง

 

Digital Transformation คืออะไร?

การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการผลิตหมายถึง การบูรณาการ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับทุกด้านของธุรกิจ ซึ่งนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงวิธีที่ธุรกิจนั้นกำลังดำเนินอยู่ได้อย่างมาก และส่งผลกระทบต่อสิ่งที่สามารถสร้างผลลัพธ์ได้ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรม 4.0 ซึ่งเป็นคลื่นลูกล่าสุด ในวิวัฒนาการของอุตสาหกรรมการผลิต โดยผสมผสานกระบวนการผลิตแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีขั้นสูงใหม่ๆ เพื่อลดความไร้ประสิทธิภาพลง และทำให้ประสิทธิภาพนั้นสูงขึ้นนั่นเอง รากฐานที่สำคัญของการเพิ่มประสิทธิภาพในอุตสาหกรรมคือ การปรับปรุงการทำงานร่วมกันระหว่างบุคลากรและเทคโนโลยี ผู้คนมีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น เทคโนโลยีมีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น และการปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างผู้ผลิต ซัพพลายเออร์ และลูกค้า

 

ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในการผลิต คืออะไร?

เมื่อรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน เทคโนโลยีดิจิทัลมีมูลค่ามหาศาลสำหรับผู้ผลิต พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงการดำเนินงานโดยพื้นฐานในลักษณะที่สามารถทำให้กระบวนการทำงานของธุรกิจดีขึ้นในทุกๆด้าน มาดูว่าอะไรที่ก่อให้เกิดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเป็นดิจิทัล

ความท้าทายในอุตสาหกรรมการผลิต

ผู้ที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตต้องเผชิญกับ 4 ประเด็นหลักอย่างต่อเนื่อง:

  1. การแข่งขัน
  2. ดิสรัปชั่น หรือการถูกก่อกวน
  3. ต้องลดต้นทุน
  4. ต้องเพิ่มผลกำไร

ด้วยเหตุผลเหล่านั้นและอื่น ๆ ผู้ผลิตย่อมต้องคำนึงถึงและต้องพร้อมเสมอ สำหรับการหยุดชะงักที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อนำหน้าคู่แข่งและตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้น ทั้งหมดนี้ย่อมเกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่าย การใช้ทรัพยากร รวมทั้งบุคลากรต้องมีประสิทธิภาพมากพอ  เครื่องจักรต้องมีประสิทธิภาพสูง การบำรุงรักษาเป็นไปอย่างเหมาะสมจะต้องมีการป้องกัน จำเป็นต้องรวบรวมข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ และต้องเชื่อมต่อทั้งหมดเพื่อให้เจ้าของธุรกิจสามารถเห็นทั้งภาพรวมและข้อมูลเฉพาะของการดำเนินงานแต่ละอย่าง เข้าสู่การผลิตอัจฉริยะ

 

การผลิตอัจฉริยะคืออะไร?

การผลิตที่ชาญฉลาดหมายถึง การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลายเพื่อทำงานได้อย่างคล่องตัวและเชื่อมโยงกันมากขึ้น เทคโนโลยีหลักในขบวนการผลิตอัจฉริยะ ได้แก่ ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ อุปกรณ์และบริการเชื่อมต่อทางอุตสาหกรรม รวมถึงหุ่นยนต์ขั้นสูง เป้าหมายของการผลิตอัจฉริยะคือการสร้างโรงงานอัจฉริยะที่ใช้ระบบอัตโนมัติ automation, machine learning, networked machinery, cyber-physical systems, the Internet of Things, และเทคโนโลยีดิจิทัลอื่นๆ เพื่อปรับให้เหมาะสมที่สุด ประสิทธิภาพ การเรียนรู้ศักยภาพของบุคลากรในสภาพแวดล้อมการทำงาน และการบูรณาการของลูกค้าและคู่ค้าทางธุรกิจ

 

ประโยชน์ของการผลิตอัจฉริยะคืออะไร?

แม้ว่าต้นทุนและความพยายามในการเปลี่ยนโรงงานแบบดั้งเดิมให้เป็นโรงงานแบบอัจฉริยะและมีประสิทธิภาพ อาจเป็นเรื่องยากสำหรับโรงงานบางแห่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ผลลัพธ์ที่ได้จะได้รับประโยชน์มากกว่าการลงทุนครั้งแรกอย่างมาก

 

ตัวอย่างเช่น การใช้ระบบ ERP สำหรับการผลิต ซึ่งแปลงเป็นดิจิทัลและเชื่อมโยงการดำเนินงานทั่วทั้งธุรกิจ บริษัทผู้ผลิตสามารถคาดหวังว่าจะได้รับ

  1. ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น: เทคโนโลยีอัจฉริยะสามารถแสดงและแชร์ข้อมูลขึ้นและลงในห่วงโซ่อุปทานได้แบบเรียลไทม์ ด้วยเหตุนี้ ข้อมูลจึงสามารถช่วยให้การปรับเปลี่ยนปริมาณวัตถุดิบที่สั่งซื้อได้ตามความต้องการ ทำให้มีสินค้าคงคลังเท่าที่จำเป็น และแสดงเตือนเมื่อของใกล้หมด ตัวอย่างรูปแบบการสั่งซื้อแบบ Just in Time (JIT) นี้ ผู้ผลิตต้องเผชิญกับการหยุดทำงานโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า และจากการขาดวัตถุดิบในการผลิตน้อยลงจากในอดีต ซึ่งนำไปสู่ผลผลิตและผลกำไรที่มากขึ้น
  2. ลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนการดำเนินงาน: ประสิทธิภาพของสินค้าคงคลังและสายการผลิตที่มากขึ้น จะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานลงได้ การปรับปรุงการใช้ทรัพยากรให้ดีขึ้นก็เช่นกัน อย่างเรื่องของบุคลากร แทนที่จะใช้คนในการทำงานบางอย่างที่ซ้ำๆ เปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรทดแทน ให้ระบบอัตโนมัติแทนที่บทบาทบางอย่าง เพื่อให้ บุคลาครมีเวลาไปทำงานด้านอื่นที่จำเป็นมากกว่า ช่วยให้พนักงานสามารถไปทำงานอย่างอื่นที่สร้างสรรค์และสร้างรายได้มากขึ้น
  3. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ดีขึ้น: เนื่องจากการสร้างประสิทธิภาพในสายการผลิตให้มีมากขึ้น ลดข้อจำกัด ทำให้ คุณภาพของผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีสินค้าที่ส่งคืนน้อยลง  ลูกค้าพอใจมากขึ้น การจัดการคุณภาพดีขึ้นสำหรับธุรกิจในภาพรวม
  4. การคาดการณ์ด้านการบำรุงรักษา: การหยุดทำงานของเครื่องจักรทำให้การดำเนินการหยุดชะงัก โรงงานที่ใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ เช่น ระบบ ERP จะมองเห็นภาพรวมการทำงานของเครื่องจักรได้ชัดเจนขึ้น และสามารถระบุได้ว่าเมื่อใดที่จำเป็นต้องดำเนินการบำรุงรักษา ก่อนที่จะเกิดการขัดข้อง ซึ่งลดการสิ้นเปลืองเวลาและลดค่าใช้จ่ายได้

อนาคตของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในอุตสาหกรรมการผลิตคืออะไร?

การหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกเกิดขึ้นอย่างมากมาย และได้รับความสนใจจากผู้ผลิตหลายรายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา หากองค์กรไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการผลิตแบบอัจฉริยะ เพื่อช่วยในการปรับปรุงการดำเนินงานและลดปัญหาที่มี  แน่นอนว่าก่อนปี 2020 หลายๆองค์กรอาจต้องเจอวิกฤต หลายๆอุตสาหกรรมมองหาความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเอาชนะ และหลายธุรกิจเชื่อว่าการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น

 

เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการหยุดชะงักในอนาคต เราสนับสนุนให้ผู้ผลิตเปลี่ยนไปใช้การผลิตแบบดิจิทัล สร้างความชาญฉลาดให้กับกระบวนการผลิต  ความสามารถในการเชื่อมต่อแบบดิจิทัลกับเครือข่ายซัพพลายเออร์ทั่วโลกที่ได้รับการตรวจสอบล่วงหน้า  จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถรับมือ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้น อุตสาหกรรมจะเห็นการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลมากขึ้นในปีต่อๆ ไป ส่งผลให้ผู้ผลิตทุกรายต้องตระหนักว่า "สักวัน" ที่พวกเขาต้องตัดสินใจปรับเปลี่ยน Digital Transformationวางแผนจะปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อประสิทธิภาพที่ดีกว่า ตอนนี้ธุรกิจต่างๆ จะต้องมีนวัตกรรมที่เน้นข้อมูลเป็นหลัก ผู้ผลิตหลายรายมีข้อมูล แต่มันยังไม่ได้เชื่อมต่อกัน แบ่งปันในองค์กรหรือข้ามองค์กรไม่ได้ ด้วยการรวบรวมข้อมูลอย่างชาญฉลาดด้วยระบบ ERP ผู้ผลิตจะสามารถมองเห็นข้อมูลได้มากขึ้น  ซึ่งสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ในการตัดสินใจทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ได้ดีมากขึ้น

 

ความสามารถในการผลิตดิจิทัลไม่ใช่เรื่อง "ถ้ามี ก็ดี" สำหรับธุรกิจอีกต่อไป การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมีความจำเป็นไม่เพียงแต่สำหรับการเติบโตของธุรกิจแต่เพื่อความอยู่รอดในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน  เพื่อการแข่งขันที่ได้เปรียบ ดังนั้น แม้ว่าวันนี้คุณยังไม่ได้เริ่มต้น แต่เชื่อว่าสักวัน คุณต้องตัดสินใจทำอย่างแน่นอน เพราะเทรนด์โลกกำลังจะเปลี่ยน องค์กรที่ไม่ได้หมุนตามเทคโนโลยีย่อมเสียเปรียบในการแข่งขันในตลาด อย่างแรกที่ต้องทำคือ ลองตรวจสอบระบบหรือโซลูชั่นในองค์กร มีเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนแปลงเพียงพอแล้วหรือยัง โซลูชัน ERP ที่ใช้อยู่ สามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ และเชื่อมโยงถึงกันภายในองค์กรและในซัพพลายเชนได้หรือไม่ หากคำตอบคือ “ยัง” การพิจารณาโซลูชั่น ERP ที่ตอบโจทย์ หรือ การอัปเกรดโซลูชั่นที่เหมาะกับอุตสาหกรรมผลิต จึงเป็นคำตอบ

 โซลูชัน QAD Adaptive ERP ช่วยให้ธุรกิจโดยเฉพาะอุตสาหกรรมผลิต มีความคล่องตัวและเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและการหยุดชะงัก เราอยากให้คุณลองประเมินว่าองค์กรการผลิตของคุณมีการปรับตัวอย่างไรในปัจจุบัน และดูว่าโซลูชัน ERP ของเราได้รับการออกแบบมาเพื่อเติมเต็มช่องว่างของคุณเหล่านั้นอย่างไร (ลองทำแบบประเมินองค์กรฟรี! ผ่าน Diagnostic) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม เกี่ยวกับ QAD Adaptive ERP ได้ที่ โทร 02-202 9363 / 02-202 9369 หรือ อีเมล [email protected]

 

แหล่งที่มา

https://www.qad.com/blog/2022/02/what-is-the-state-of-digital-transformation-in-manufacturing

 

ผู้เขียน

 Kristin Poulton เป็นผู้อำนวยการฝ่าย การสื่อสารการตลาดของ QAD มีหน้าที่รับผิดชอบด้ารกรณีศึกษาของลูกค้าที่ QAD ให้การดูแลอยู่ รวมไปถึงดูแลเกี่ยวกับโซเชียลมีเดียและ คอนเทนต์ต่างๆ ในเว็บไซต์