ERP Aids Your Sustainability Initiatives

ความสำคัญของระบบ ERP ต่อการผลิตที่ยั่งยืนในองค์กร

การผลิตที่ยั่งยืน (Sustainable manufacturing) หมายถึง ความสามารถในการจัดการด้านการดำเนินการผลิต "ในลักษณะที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม" ซึ่งในปัจจุบันผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนกันมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นได้ชัดว่า เหล่าผู้ผลิตต่างมุ่งเน้นการจัดการด้านความยั่งยืนและพัฒนาการดำเนินงานโดยเน้นปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมมากกว่าที่เคยเป็น ไม่ว่าจะเป็นตัวอย่างของบริษัทระดับโลกอย่าง:

  • ในช่วงต้นปี 2021 Apple ได้ประกาศปรับโบนัสให้แก่ผู้บริหารที่มีให้ความสำคัญกับคุณค่าของสิ่งแวดล้อม

  • ในปี พ.ศ.2563 Coca-Cola บรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนถึง 25% เมื่อเปรียบเทียบกับ10 ปีที่แล้ว และตั้งใจจะลดปริมาณมากขึ้นกว่าเดิมในอนาคต

  • ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Ford สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Footprint) ลงถึง 40% ด้วยการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในโรงงานและกระบวนการผลิต

  • ในรายงานความยั่งยืนประจำปี พ.ศ.2563 ของบริษัท Whirlpool ได้มีการบันทึกว่า บริษัทปรับตัวเลขระดับพลังงานและความเข้มข้นของน้ำในโรงงานให้ต่ำลงเพื่อรักษาความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อม 

  • Saint-Gobain เน้นย้ำถึงการเลี่ยงใช้วัตถุดิบบริสุทธิ์กว่า 10 ล้านตัน เช่น ทรายและยิปซั่มในรายงานประจำปี พ.ศ.2563

  • ในปี พ.ศ.2563 Biogen มุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนไปใช้ยานยนต์ระบบไฟฟ้าทั้งหมดภายในปีพ.ศ.2568 และเข้าร่วมเป็นพารท์เนอร์กับ EV100 เพื่อช่วยกระตุ้นการเปลี่ยนแปลง

วัตถุประสงค์การรักษาความยั่งยืนสำหรับผู้ผลิต

บ่อยครั้งที่เราเห็นความพยายามในการรักษาความยั่งยืนขององค์กรการผลิตด้วยวิธีการต่างๆ มาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่กลุ่มผู้ผลิตยานยนต์ อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงเครื่องมือการแพทย์ ซึ่งแนวโน้มด้านความยั่งยืนของอุตสาหกรรมเหล่านี้มีมากกว่าธุรกิจที่วางตำแหน่งตัวเองเป็น "บริษัทสีเขียว " เพื่อประโยชน์ทางการตลาดเป็นหลัก เช่นบริษัทต่างๆ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ซึ่งที่ไม่เพียงแต่จะได้ประโยชน์ต่อการผลิตเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้บริโภคมีความรู้สึกพึงพอใจและเพิ่มความจงรักภักดีต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้น ได้แก่ :

 

  • ช่วยปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานด้วยการใช้วัตถุดิบอย่างคุ้มค่า และลดต้นทุนลง

  • มีความได้เปรียบในการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นและสามารถเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ

  • เพิ่มศักยภาพทางธุรกิจในระยะยาว

  • ปรับปรุงการตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านกฎระเบียบทั้งแบบเดิมและแบบใหม่ได้อย่างคล่องตัว

ERP เข้ามามีบทบาทอย่างไรกับความพยายามในการพัฒนาอย่างยั่งยืนของผู้ผลิต?

ปัจจุบันมีผู้ผลิตจำนวนมากมองว่า ความยั่งยืนเป็นกลยุทธ์ขององค์กรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินธุรกิจในระยะยาวที่ช่วยให้สามารถก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ โดยบริษัทหลายแห่งใช้ระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กร (ERP) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต วางแผน คาดการณ์ข้อมูลล่วงหน้า ประสานงานอุปสงค์และอุปทานได้ดีขึ้น ติดตามของเสีย และมุ่งเน้นแนวทางปฏิบัติเพื่อประสิทธิภาพที่ยั่งยืนมากขึ้น ซึ่ง ERP ที่ช่วยขับเคลื่อนความยั่งยืนประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่:

  1. การจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Sourcing) – ระบบ ERP สำหรับการผลิต (Manufacturing ERP System) จะช่วยให้องค์กรสามารถระบุแหล่งที่มาของวัตถุดิบและส่วนประกอบต่างๆ โดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมที่ตรงตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น บริษัท ฟอร์ด ที่ทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์หลักในประเทศจีน อินเดีย ไทย และแอฟริกาใต้ เพื่อหาวิธีการจำกัดการใช้ Co2 กว่า 4,900 เมตริกตันและการใช้น้ำ 24 ล้านแกลลอนในช่วงสามปีข้างหน้า เนื่องจากบริษัทต่างๆ มีความพยายามในการจัดหาอย่างยั่งยืนมากขึ้นในการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างและซัพพลายเชน ทำให้ ERP จึงมีบทบาทสำคัญในการวิเคราะห์ ประเมิน และติดตามซัพพลายเออร์อย่างถูกต้องแม่นยำ เพื่อให้แน่ใจว่ามีตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับบริษัท และช่วยองค์กรบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนและรักษาทรัพยากรไว้ในระยะยาว

  2. การลดของเสีย (Waste Reduction) – วัตถุดิบหรือส่วนประกอบที่เหลือจากการใช้งาน อาจทำให้ผู้ผลิตต้องจัดการกับปัญหาในการกำจัดของเสียในองค์กรและจำเป็นต้องปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามเทคนิคแบบลีน (Lean techniques) มีบทบาทสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในการปรับปรุงประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและลดต้นทุน ซึ่งช่วยให้ผู้ผลิตที่ใช้ระบบ ERP ที่มีการทำงานแบบลีน ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงแต่สร้างการผลิตที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกและเมตริกที่สำคัญ เช่น OEE เพื่อปรับปรุงการดำเนินการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

  3. ประสิทธิภาพของซัพพลายเชน (Supply Chain Efficiency) – ห่วงโซ่อุปทานหรือซัพพลายเชนเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่มีช่องว่างที่องค์กรสามารถปรับปรุง เพื่อรักษาความยั่งยืนในรูปแบบต่างๆ ได้ 

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความซับซ้อนของซัพพลายเชนทั่วโลก การขาดการสื่อสารกับคู่ค้า และความเร่งรีบในการปฏิบัติตามข้อกำหนดในการส่งมอบให้ตรงเวลา ส่งผลให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยไม่จำเป็น ผู้ผลิตต้องย้อนกลับมาพิจารณาผลกระทบของสินค้าคงคลังส่วนเกินและการจัดส่งที่ไม่จำเป็น ดังนั้นการควบคุมการเคลื่อนย้ายของสต็อกและคำสั่งซื้ออย่างครอบคลุม จะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถจัดการคำสั่งซื้อและลดการจัดส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ปฏิบัติงานล้วนทราบดีว่า การดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ จะส่งผลต่อการเพิ่มปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในซัพพลายเชน และบางครั้งก็ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ทั้งนี้หากได้รับการปรับปรุงการทำงานร่วมกันและประสิทธิภาพระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเชน จะช่วยลดการปล่อย Co2 ได้

ดังนั้นความยั่งยืนถือเป็นหัวข้อที่มีความสำคัญมากขึ้นสำหรับลูกค้า นักลงทุน รัฐบาล และผู้ผลิตทั่วโลก เนื่องจากท้ายที่สุด การเพิ่มความยั่งยืนในระบบการผลิตและซัพพลายเชน จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่บริษัท จากการจัดหาวัตถุดิบอย่างมีจริยธรรม ลดของเสียทั่วทั้งองค์กรการผลิต และแสดงความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง ทั้งนี้ระบบ ERP จึงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับธุรกิจการผลิตที่ต้องการสร้างความยั่งยืนและขับเคลื่อนการเติบโตด้วยการสร้างกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพ หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรักษาความยั่งยืนในกระบวนการผลิตด้วย QAD Adaptive ERP ได้ที่โทร. 02 202 9363 หรืออีเมล์ [email protected] 

ผู้เขียน 

Brent Dawkins ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ QAD ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลิตและซัพพลายเชน


แหล่งที่มา https://www.qad.com/blog/2021/08/erp-aids-your-sustainability-initiatives

รายการบล็อกเพิ่มเติม