ความแตกต่างระหว่าง Cloud ERP vs On-Premise ERP
ระบบ ERP (Enterprise resource planning) หรือการวางแผนทรัพยากรในองค์กร เป็นที่นิยมใช้ในหลากหลายองค์กรทั่วโลกมาตั้งแต่ปี 1990 ซึ่งถือเป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยให้กระบวนการทางธุรกิจสามารถดำเนินไปได้แบบอัตโนมัติทั่วทั้งองค์กร ภายใต้เซิร์ฟเวอร์ของบริษัทนั้นๆ หรือที่เรียกว่า On-Premise ERP
ในปัจจุบันนี้ ซอฟต์แวร์ ERP ถูกวิวัฒนาการให้มีความสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา ทุกอุปกรณ์ เพียงแค่มีการเชื่อมต่อการใช้งานบนอินเทอร์เน็ต เช่นเดียวกับ Software-as-a-Service (SaaS) หรือที่เรียกว่าระบบการวางแผนทรัพยากรองค์กรบนคลาวด์ (Cloud-based ERP) ที่ทำงานบนเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการ ERP และให้บริการผ่านการสมัครสมาชิก (Subscription) ซึ่งต่างจาก On-Premise ERP ที่องค์กรเป็นผู้ติดตั้งระบบ ERP บนเซิร์ฟเวอร์เอง โดยทั้งสองระบบนี้ยังมีความแตกต่างที่ชัดเจนอื่นๆ มากมาย รวมถึงประสิทธิภาพการรองรับความยืดหยุ่นและความปลอดภัยอีกด้วย มาดูว่าระบบ ERP คืออะไรและมีความสำคัญต่อองค์กรอย่างไรบ้าง
ซอฟต์แวร์ On-Premise ERP คืออะไร?
ซอฟต์แวร์ On-Premise ERP เป็นระบบที่ติดตั้งและบำรุงรักษาภายในองค์กร ซึ่งเมื่อติดตั้งแล้วถือว่าองค์กรเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์และเซิร์ฟเวอร์เอง สามารถการควบคุม สนับสนุน และจัดการโดยฝ่ายไอทีของบริษัท นอกจากนี้องค์กรจำเป็นต้องใช้งบลงทุนเพื่อซื้อหรือเช่าเซิร์ฟเวอร์ เครือข่าย และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลขององค์กรเพื่อการใช้งานต่างๆ ด้วยตนเอง
ด้วย On-Premise ERP ทำให้บริษัทจำเป็นต้องมีการฝึกอบรมและการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในด้านการรักษาความปลอดภัยและบำรุงรักษาซอฟต์แวร์ เพื่อให้ระบบมีความทันสมัยอยู่เสมอ ส่งผลให้ฝ่ายไอทีอาจใช้เวลานานในการดูแลและปรับเปลี่ยนซอฟต์แวร์ให้เหมาะกับการใช้งานต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การลงทุนซอฟต์แวร์แบบ On-Premise ERP สำหรับองค์กร อาจทำให้บริษัทต้องลงทุนเงินเพิ่มเติม เพื่อบำรุงรักษา อัปเดตระบบ แก้ไขโครงสร้างให้เป็นปัจจุบัน ต้องจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการติดตั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตลอดจนการดูแลรักษาซอฟต์แวร์ ป้องกันไวรัส และซอฟต์แวร์ด้านการรักษาความปลอดภัยอื่นๆ ทั้งนี้หากบริษัทไม่มีการอัปเดตและบำรุงรักษาตามปกติ ฟังก์ชันการทำงานของระบบ การใช้งาน และความปลอดภัยอาจได้รับผลกระทบ ส่งผลให้การลงทุนด้านเวลาและการเงินของซอฟต์แวร์ ERP ภายในองค์กรกลายเป็นข้อจำกัดด้านความสามารถของธุรกิจ
ซอฟต์แวร์ Cloud ERP คืออะไร?
ระบบ Cloud ERP เป็นโซลูชันบนเว็บที่เรียกว่า Software as a Service (SaaS) ซึ่งองค์กรสามารถเข้าถึงและจัดเก็บข้อมูลบนทุกอุปกรณ์ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยปกติให้บริการผ่านการสมัครสมาชิก (Subscription) การสนับสนุน การอัปเดตความปลอดภัย การฝึกอบรม และการปรับแต่งแบบยืดหยุ่นที่สนับสนุนโดยผู้ให้บริการซอฟต์แวร์ (Software provider) ซึ่งช่วยลดภาระในการดูแลระบบของฝ่ายไอทีได้เป็นอย่างมาก
อย่างไรก็ตาม ERP บนคลาวด์จะช่วยให้บริษัทขนาดเล็กและขนาดกลางสามารถใช้งานด้าน ERP ได้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากไม่ต้องใช้งบประมาณในการลงทุนสูง ลดเวลาในการติดตั้ง และลดจำนวนบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้บริษัทเหล่านี้สามารถได้รับประโยชน์จากกระบวนการแบบอัตโนมัติ ปรับปรุงความถูกต้องของข้อมูล และเพิ่มประสิทธิภาพทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ได้อย่างคล่องตัว
ประโยชน์ของโซลูชัน Cloud ERP
การใช้ระบบ ERP บนคลาวด์มีประโยชน์มากมาย มาดูกันว่าทำไมองค์กรจึงเลือกใช้โซลูชัน ERP บนระบบคลาวด์มากกว่าแบบ On-Premise ERP
ค่าใช้จ่าย (Cost)
ประโยชน์ที่สำคัญที่สุดสำหรับ ERP บนระบบคลาวด์ คือ ภาพรวมของต้นทุนการดำเนินการที่ต่ำกว่าแบบ On-Premise ERP เนื่องด้วย ERP แบบ On-Premise ธุรกิจจะต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์เบื้องต้น ค่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าไฟ บุคลากรด้านไอที ที่ปรึกษา การสำรองข้อมูล การรักษาความปลอดภัย และการจัดการฐานข้อมูล ตลอดจนการบำรุงรักษาและอัพเกรดอย่างต่อเนื่อง ในทางกลับกันสำหรับ Cloud ERP ผู้ให้บริการ ERP จะจัดการการบำรุงรักษา สนับสนุน อัพเกรด และควบคุมความปลอดภัยทั้งหมดสำหรับธุรกิจ ทำให้บริษัทสามารถลงทุนเฉพาะทรัพยากรที่จำเป็นเท่านั้น และไม่ทำให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นอื่นๆ ตามมา
การอัพเกรด (Upgrades)
โซลูชัน ERP แบบ On-Premise ต้องใช้ระยะเวลานานในการติดตั้งและอัพเกรดซอฟต์แวร์ที่จำเป็น แต่สำหรับระบบคลาวด์ ERP อาจใช้เวลาเพียง 30 นาที โดยผู้ให้บริการ ERP จะช่วยสนับสนุนการอัพเกรดและติดตั้งเทคโนโลยีให้ล่าสุดอยู่เสมอ รวมถึงการเลือกช่วงเวลาในการอัพเกรดที่ไม่ส่งผลต่อเวลาทำงานอันมีค่าของบริษัท
ระยะเวลาติดตั้งระบบ (Implementation Time)
การติดตั้งระบบมักจะเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดที่ธุรกิจต้องเผชิญ ซึ่งอาจเป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานเกินกว่าวันที่กำหนดไว้ แต่อย่างไรก็ตามโซลูชัน Cloud ERP เป็นระบบที่ไม่ต้องใช้เวลานานในการติดตั้ง หรือแม้กระทั่งเวลาในการฝึกอบรมบุคลากรด้านไอที การสร้างโปรโตคอลความปลอดภัยข้อมูลใหม่ ฯลฯ กระบวนการปรับใช้สำหรับโซลูชันระบบคลาวด์นั้นรวดเร็วและซับซ้อนน้อยกว่า ERP แบบเดิมมาก
การเข้าถึง (Accessibility)
ความสามารถในการเข้าถึงซอฟต์แวร์และเครื่องมือบนอุปกรณ์มือถือ คอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ตจากทุกที่ ที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เนื่องจากโซลูชัน ERP ได้รับการโฮสต์และจัดการบนระบบคลาวด์ ทำให้พนักงานในบริษัท ซัพพลายเออร์ คู่ค้า และลูกค้าที่ได้รับอนุมัติ ล้วนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการสื่อสาร ทำงานร่วมกัน ปฏิบัติงาน และตัดสินใจทางธุรกิจได้ทุกที่ ทุกเวลา
ความสามารถในการปรับขนาด (Scalability)
ประโยชน์ที่โดดเด่นอีกประการหนึ่ง คือ ระบบ ERP บนคลาวด์สามารถเติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ง่ายกว่าแบบเดิม ด้วยฟังก์ชันพื้นฐานและความสามารถในการเพิ่มฟังก์ชันอื่นๆ ตามความเหมาะสมของธุรกิจโดยไม่ต้องซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ เพียงแค่ติดต่อผู้ให้บริการ ERP ซึ่งมีฝ่าย Support สนับสนุนอยู่ทั่วโลก ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการปรับตัวให้แก่ธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
การปรับแต่ง (Customizations)
แม้ว่าระบบ ERP แบบ On-Premise จะสามารถปรับแต่งได้ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดของเวอร์ชันปัจจุบันที่อาจไม่รองรับการใช้งานได้อย่างประสิทธิภาพ โดยความซับซ้อนนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่บางธุรกิจเลือกที่จะปล่อยให้เทคโนโลยีล้าสมัย ซึ่งไม่ใช่แนวทางปฏิบัติทางธุรกิจที่ดี แต่สำหรับ Cloud ERP บริษัทสามารถทำการติดตั้ง และเพิ่มโมดูลใหม่ลงในระบบคลาวด์ได้โดยไม่ต้องหยุดทำงานหรือซื้อฮาร์ดแวร์ใหม่ได้อย่างง่ายดาย
ความปลอดภัย (Security)
ความเสี่ยงในการสูญเสียข้อมูล ไม่ว่าจะเกิดจากความผิดพลาดของเทคโนโลยี การเกิดภัยธรรมชาติ หรือการโจรกรรม ถือเป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการ ERP บนคลาวด์จะต้องมีการรักษาความปลอดภัยและมีข้อกำหนดที่ครอบคลุมระดับองค์กร รวมไปถึงมีการเข้ารหัสข้อมูลแบบ End-to-end ในกรณีที่จำเป็นต้องมีการกู้คืนหรือให้บริษัทมั่นใจได้ว่า ข้อมูลต่างๆ จะได้รับการสำรองข้อมูลอย่างปลอดภัยตลอดเวลา
การบูรณาการ (Integration)
ระบบคลาวด์ยังสามารถเชื่อมต่อเข้ากับโซลูชันอื่นๆ ได้อย่างง่ายดาย เช่น ซอฟต์แวร์ QMS, MRP และ CRM อีกทั้ง ERP บนคลาวด์บางตัวยังมีแพลตฟอร์มสำหรับองค์กรที่ให้บริการเต็มรูปแบบ ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพิ่มความสามารถในการสื่อสารและจัดการที่คล่องตัว ด้วยฟังก์ชันทางธุรกิจที่หลากหลาย และสามารถวัดผลต่อความสำเร็จทางธุรกิจได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ดีการเชื่อมต่อโซลูชัน ERP และ CRM จะช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ช่วยให้พนักงาน แผนก และคู่ค้าทำงานร่วมกันและมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า
ผลผลิตทางธุรกิจ (Business Productivity)
เหตุผลสำคัญประการสุดท้ายที่ธุรกิจมักจะพึ่งพาซอฟต์แวร์ ERP บนคลาวด์หรือซอฟต์แวร์ ERP แบบ On-Premise คือประสิทธิภาพโดยรวม ซึ่งช่วยส่งเสริมศักยภาพทางธุรกิจที่ดีขึ้น เมื่อธุรกิจไม่ต้องกังวลกับการจัดสรรเวลา งบประมาณ หรือบุคลากรในการตรวจสอบและบำรุงรักษาโซลูชันภายในองค์กรบ่อยๆ ก็สามารถมุ่งเน้นไปที่ความต้องการทางธุรกิจที่มีคุณค่ามากขึ้น และส่งผลต่อการเติบโตทางธุรกิจได้
ระบบ ERP บนคลาวด์ทำงานอย่างไร
ระบบ ERP บนคลาวด์เป็นระบบที่ช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรของบริษัท ให้เชื่อมต่อข้อมูลต่างๆ ได้อย่างยืดหยุ่นและคล่องตัว ผ่านแพลตฟอร์มของผู้ให้บริการ ERP นอกจากนี้ยังสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ปลอดภัย แม่นยำ ได้รับการแจ้งเตือน และเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกแบบเรียลไทม์ ผ่านทุกอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต เช่น คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ หรือแท็บเล็ต ซึ่งช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจอย่างทันท่วงที
การใช้งานระบบ ERP บนคลาวด์ของแต่ละองค์กรล้วนมีความแตกต่างกัน ซึ่งหมายความว่า ฟังก์ชันการทำงาน ERP ของแต่ละธุรกิจก็ต้องแตกต่างกันไปเช่นกัน ทั้งนี้ QAD เชื่อว่าความสำคัญ 5 ขั้นตอนสำหรับการเลือก ERP ให้ธุรกิจการผลิตประสบความสำเร็จ ต้องรวมไปถึงการได้รับคำปรึกษาจากผู้ที่มีประสบการณ์และมีความเชี่ยวชาญด้าน ERP เพื่อช่วยระบุโซลูชันที่ตอบสนองความต้องการของธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมสำหรับองค์กรนั้นๆ โดยเฉพาะ
ประเภทของกลยุทธ์การปรับใช้ Cloud ERP กับองค์กร
สิ่งหนึ่งที่บริษัทควรทราบ คือ ระบบคลาวด์แต่ละระบบมีความแตกต่างกัน และบางรุ่นอาจทำให้ธุรกิจพลาดผลประโยชน์บางประการ ดังนั้นมาดูกันว่าซอฟต์แวร์ ERP บนระบบคลาวด์แต่ละประเภทมีอะไรบ้าง
SaaS หลายผู้เช่า (Multi-Tenant SaaS) ระบบคลาวด์จำนวนมากเป็น SaaS แบบหลายผู้เช่า หมายความว่า ทั้งซอฟต์แวร์และโครงสร้างพื้นฐานถูกใช้ร่วมกันหลายองค์กร แต่ผู้อื่นไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของแต่ละองค์กรได้
ผู้เช่า SaaS รายเดียว (Single-Tenant SaaS) การใช้งานระบบคลาวด์ประเภทนี้ หมายความว่า จะมีเพียงองค์กรเดียวที่ใช้ระบบและโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ผู้ให้บริการ ERP รายเดียวเท่านั้น
คลาวด์สาธารณะ (Public Cloud) คือ การใช้งานพื้นที่บนคลาวด์ในการจัดเก็บไฟล์ สร้างเอกสาร โดยไม่จำเป็นต้องบันทึกไว้บนคอมพิวเตอร์ตนเองเช่น Google Cloud และ Amazon Web Services เป็นต้น
คลาวด์ส่วนตัว (Private Cloud) คือการใช้งานระบบคลาวด์ที่ไม่ได้แชร์กับองค์กรอื่น
ไฮบริดคลาวด์ (Hybrid Cloud) เป็นการผสมผสานซอฟต์แวร์ในองค์กรเข้ากับคลาวด์ส่วนตัวหรือ คลาวด์สาธารณะ
ความท้าทายในการใช้ ERP บนคลาวด์
ในความเป็นจริงแล้วไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีใดก็ตาม ล้วนมีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องคำนึงถึง ดังนั้นสำหรับการใช้งานระบบ ERP บนคลาวด์ก็มีความท้าทายบางประการเช่นกัน ได้แก่:
การเปลี่ยนหรืออัพเกรดจากระบบ On-Premise ERP ไปยังคลาวด์อาจเป็นงานหนักสำหรับองค์กร
เมื่อผู้ให้บริการ ERP ดำเนินการติดตั้งระบบบนคลาวด์เรียบร้อย องค์กรอาจต้องปรับตัวและเรียนรู้การใช้งานระบบใหม่ ซึ่งมีความแตกต่างจากเดิม
ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดมาตราฐานอย่างเคร่งครัด
การเข้าถึงข้อมูลแน่นหนา และความปลอดภัยของข้อมูลเพิ่มมากขึ้น
ระบบคลาวด์สามารถปรับแต่งได้น้อยกว่าระบบ ERP แบบเดิม แม้ว่าจะมีการรวม API และการใช้ Low code/ no code ก็ตาม แต่อย่างไรก็ตามการปรับแต่งบนคลาวด์จะมีความง่ายขึ้นและไม่ต้องใช้ทรัพยากรไอทีมากมาย
ระบบ ERP บนคลาวด์สามารถปรับปรุงการปฏิบัติงานด้านการผลิตแบบวันต่อวันได้อย่างไร?
ซอฟต์แวร์ ERP สำหรับธุรกิจการผลิตบนระบบคลาวด์ ช่วยให้ผู้ผลิตมีข้อได้เปรียบที่สำคัญท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงและเกิดการหยุดชะงักอย่างรวดเร็ว ดังนั้นซอฟต์แวร์ที่มีความสามารถในการปรับเปลี่ยนได้อย่างยืดหยุ่น รวดเร็ว ก็ช่วยให้ธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้
ประโยชน์ของ ERP บนระบบคลาวด์สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต ได้แก่:
ประสิทธิภาพและประสิทธิผล – โซลูชันที่ช่วยให้บริษัทผู้ผลิตสามารถรวมกระบวนการทั้งหมด เชื่อมต่อไปยังแผนกต่างๆ ทั่วทั้งองค์กร เพื่อการสื่อสารและการตัดสินใจที่ดีขึ้น
การป้องกัน – ผู้ให้บริการระบบ ERP บนคลาวด์สามารถให้การรักษาความปลอดภัยที่ล้ำสมัย อีกทั้งข้อมูลที่สำคัญต่างๆ จะได้รับการเข้ารหัสและเข้าถึงได้โดยผู้ใช้ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น
ความคล่องตัว – ระบบ ERP จะสามารถเข้าถึงข้อมูลการผลิตในองค์กรได้แบบเรียลไทม์ คาดการณ์ และวางแผนกลยุทธ์การผลิต ผ่านอุปกรณ์พกพาที่มีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทุกที่ ทุกเวลา
ลดต้นทุน – บริษัทสามารถวางแผนการใช้งานระบบ Cloud ERP ผ่านการสมัครสมาชิก (Subscription) ซึ่งรวมไปถึงการบำรุงรักษาและการสนับสนุนด้านไอที ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดต้นทุนได้อย่างชัดเจน
ความสามารถในการปรับขนาด – เมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น โซลูชันระบบคลาวด์สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตอบสนองความต้องการของธุรกิจที่กำลังขยายตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ความพึงพอใจของลูกค้า – ระบบคลาวด์ ERP ที่ได้รับการเชื่อมต่อกับระบบ CRM ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยสร้างความพึงพอใจและมอบประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น
องค์กรจะได้รับประโยชน์จากการใช้งาน Cloud ERP อย่างไร?
เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์จากการใช้งาน Cloud ERP แล้ว แน่นอนว่าองค์กรส่วนใหญ่จะสามารถทำกำไรจากการใช้บริการระบบคลาวด์ ERP นอกจากนี้ยังสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้มากกว่าการใช้โซลูชัน ERP แบบเดิมอย่างมาก ลองพิจารณาคำถามต่อไปนี้:
ธุรกิจของคุณทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์และคู่ค้าทั่วโลกหรือไม่?
ธุรกิจของคุณพร้อมสำหรับการเติบโตและคาดหวังการเพิ่มผลกำไรในขั้นต่อไปหรือไม่?
คุณสนใจซอฟต์แวร์ ERP ที่จะนำมาใช้ในองค์กร แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องของการลงทุน ใช่หรือไม่?
หากคำตอบคือ "ใช่" โซลูชัน Cloud ERP ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ที่มีความสามารถในการใช้งานและการเข้าถึงข้อมูลของความต้องการทางธุรกิจทั่วโลก นอกจากนี้ยังทำให้ง่ายต่อการปรับเปลี่ยน และการตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นความต้องการทางธุรกิจ หรือความต้องการของผู้บริโภคก็ตาม แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้และต้องรับมือกับความท้าทาย แต่การใช้ซอฟต์แวร์ ERP บนระบบคลาวด์นั้นค่อนข้างรวดเร็ว ราคาไม่แพง และคุ้มค่า
ก้าวสู่ความสำเร็จด้วย Cloud ERP
ธุรกิจการผลิตที่กำลังมองหาโซลูชัน Cloud ERP ต้องเริ่มต้นด้วยการเลือกผู้ให้บริการ ERP ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม เพื่อให้การติดตั้งเป็นไปได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จ ซึ่งจะต้องมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่สามารถแนะนำได้ตลอดกระบวนการ
อย่างไรก็ดี QAD พร้อมให้คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแนะนำลูกค้าตลอดกระบวนการดำเนินการ และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่รวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ โดย QAD Adaptive ERP บนระบบคลาวด์ของเราจะช่วยให้ผู้ผลิตสามารถวางแผนทรัพยากรในองค์กร คาดการณ์แนวโน้มในตลาด จัดการห่วงโซ่อุปทาน และโซลูชันอื่นๆ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรมได้ดียิ่งขึ้น และพร้อมช่วยองค์กรก้าวสู่การเป็นผู้นำในตลาดการแข่งขันได้อย่างแข็งแกร่ง หากต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ QAD Adaptive ERP ได้ที่โทร. 02 202 9363 หรืออีเมล์ [email protected]
ผู้เขียน
Caleb Finch
คาเลบ หนึ่งในทีมของ QAD Marketing Communication และเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเขารับผิดชอบในการเขียนบล็อก รวมทั้งดูแลจัดการ Social Media และเว็บไซต์
แหล่งที่มา https://www.qad.com/blog/2021/08/what-is-cloud-erp