จากวิกฤตการณ์ของโรคระบาด COVID-19 ที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลกยังคงดำเนินต่อไปไม่จบสิ้น ธุรกิจการผลิตส่วนใหญ่ต้องออกนโยบายการทำงานแบบ Work from home หรือใช้วิธีการรีโมทในการทำงาน รวมถึงการปรับวิธีการตรวจสอบระบบและโปรโตคอลด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ของบริษัท ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของความต้องการแบบไม่ทันตั้งตัว การหยุดชะงักของอุปทานที่อาจเกิดขึ้นและอื่นๆ ทำให้เห็นว่าการผลิตดิจิทัลอาจไม่จำเป็นมากไปกว่าการรักษาความต่อเนื่อง ความคล่องตัว และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจ
Brent Dawkins ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ QAD อธิบายในนิตยสาร ERP News ฉบับเดือนมีนาคม ว่าผลกระทบของ COVID-19 ยังคงสร้างความท้าทายให้กับผู้ผลิตในซัพพลายเชน ซึ่งจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตดิจิทัลท่ามกลางการระบาดทั่วโลก
“Digital Manufacturing” คืออะไร?
การผลิตแบบดิจิทัลเป็นวิธีการแบบครบวงจรที่ผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์จากการวางแผน การตั้งเวลา การจัดการคุณภาพ การควบคุมต้นทุน การเคลื่อนย้ายวัสดุ และการดำเนินการใน Shop floor หมายความว่า ผู้ผลิตสามารถหันมาใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อทำให้ Shop floor มีประสิทธิภาพมากขึ้น การผลิตแบบดิจิทัลช่วยให้การสื่อสาร การวิเคราะห์ และการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ดียิ่งขึ้น ตอบโจทย์และบรรลุวัตถุประสงค์ด้านประสิทธิภาพ และเมื่อพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล อย่างระบบ QAD Adaptive ERP ได้เข้ามามีบทบาทกว้างขวางในการสนับสนุนผู้ผลิต ด้วยการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เช่น Robotic process automation (RPA) machine learning and digital twins ที่ทำให้การก้าวสู่ตลาดที่มีการแข่งขันสูงอย่างมีประสิทธิภาพ
ลักษณะทั่วไปของการผลิตดิจิทัลสะท้อนให้เห็นถึงระดับการดำเนินงานของผู้ผลิตที่อาศัยความชาญฉลาดของเทคโนโลยี ด้วยการนำข้อมูลมาวิเคราะห์ประมวลผลได้แบบเรียลไทม์ การใช้นวัตกรรมใหม่ด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่สืบค้นข้อมูลเชิงลึก เพื่อให้ธุรกิจมีความสามารถในการคาดการณ์ และศักยภาพในการตอบสนองต่อการหยุดชะงักได้อย่างทันท่วงที โดยไม่สูญเสียผลผลิตและคุณภาพ
นอกเหนือจากลักษณะดังกล่าวแล้ว การผลิตแบบดิจิทัลยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถระบุการหยุดชะงัก จัดการกับการเปลี่ยนแปลงทางธุรกิจด้านต่างๆ เพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน ดังนั้นสิ่งสำคัญสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการวางแผน คาดการณ์ล่วงหน้า คือการนำ ERP มาใช้พัฒนาในการดำเนินงาน ให้สามารถตอบสนองต่อการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การขาดแคลน และทำงานร่วมกันกับซัพพลายเออร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
การผลิตในช่วงวิกฤตการระบาด
ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมการระบาดของ COVID-19 ไม่เหมือนกับการหยุดชะงักจากปัจจัยอื่นๆ ที่เคยเผชิญมาบ่อยครั้ง เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลให้ผู้ผลิต ไม่ทันตั้งตัวเพื่อเตรียมความพร้อมในการหยุดชะงัก การประเมินความเสี่ยงและกระบวนการจัดการ การจัดหาวัตถุดิบรองรับในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ ดังนั้นระบบการจัดการคุณภาพองค์กร (EQMS) จึงมีความสำคัญ เพื่อช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดการกับความเสี่ยง โดยระบบจะช่วยระบุปัญหาของความเสี่ยง รวมถึงคาดการณ์ผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นตามมา การควบคุมและการปฏิบัติในปัจจุบันอย่างอัตโนมัติเพื่อลดความเสี่ยงนั้น ซึ่ง QAD เรามี ระบบ EQMS ที่พร้อมรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อช่วยผู้ผลิตคาดการณ์ล่วงหน้า
ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่มีผลต่อผู้ผลิต
Brent ได้พูดถึง ERP สำหรับการผลิตและการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่แบ่งออกเป็น 4 มุมมองที่สามารถกระตุ้นประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความคล่องตัวทางธุรกิจ ได้แก่:
1. การวางแผนอุปสงค์และซัพพลายเชน (Demand and Supply Chain Planning)
การวางแผนอุปสงค์และอุปทานให้กับผลิตภัณฑ์ในอนาคต ได้รับผลกระทบจากปัจจัยหลายประการ รวมถึงแนวโน้มตามฤดูกาล รูปแบบการสั่งซื้อสินค้าของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด และผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาจากนวัตกรรมที่มีผลต่อการแข่งขัน แต่ในทางกลับกันผู้ผลิตหลายรายยังคงใช้รูปแบบที่ล้าสมัย เพื่อเข้าถึงข้อมูลกระบวนการวางแผนแบบเดิม แทนที่จะใช้ข้อมูลแบบเรียลไทม์ผ่านการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น โซลูชัน QAD DynaSys Digital Supply Chain Planning (DSCP) ช่วยให้ผู้ผลิตมีเทคโนโลยีดิจิทัลในการพัฒนาแผนซัพพลายเชน และคาดการณ์ร่วมกัน เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีเชื่อมต่อระหว่างเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ การคาดการณ์ การขาย และการดำเนินงานได้อย่างแม่นยำ
2. การทำงานร่วมกันของซัพพลายเออร์ (Supplier Collaboration)
ระบบซัพพลายเชนที่มีประสิทธิภาพที่อยู่ภายใต้การทำงานของเทคโนโลยีดิจิทัล จะส่งผลให้เกิดการเชื่อมต่อและการทำงานร่วมกันที่ดีขึ้นในการประเมินวัตถุดิบ การขนส่งโลจิสติกส์ บรรจุภัณฑ์ และคาดการณ์วัสดุสิ้นเปลืองอื่นๆ ซึ่งวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นกับซัพพลายเชนนี้ ส่งผลให้เกิดปัญหาระหว่างการผลิตและความต้องการของลูกค้า ดังนั้นหากซัพพลายเชนสามารถเข้าถึงข้อมูลล่วงหน้าได้แบบเรียลไทม์ ไม่ว่าจะเป็นระดับสินค้าคงคลัง มาตรฐานคุณภาพ ข้อกำหนด การปฏิบัติตามข้อกำหนด และสถานะการจัดส่ง ก็ช่วยให้คู่ค้ามีความคล่องตัวในการตัดสินใจ เพื่อการวางแผนที่ถูกต้อง และเชื่อถือได้เมื่อเกิดความไม่แน่นอนและการหยุดชะงัก
3. การเชื่อมต่อระดับร้านค้า (Shop Floor Connectivity)
หากไม่มีข้อมูลแบบเรียลไทม์รวมอยู่ในการดำเนินงานในระดับ Shop floor อาจทำให้การวางแผนภายในองค์กรไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ด้วยเทคโนโลยีการผลิตแบบดิจิทัล การจัดการจะเชื่อมต่อโดยตรงกับอุปกรณ์การผลิต และรวบรวมสถิติการผลิตได้อย่างทันท่วงที ทำให้ผู้ผลิตสามารถใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจด้วยความโปร่งใส คล่องตัว และเช่นเดียวกับการจัดการระดับสินค้าคงคลัง การตอบสนองของลูกค้าดีขึ้น และเพิ่มความคล่องตัวขององค์กรโดยรวม
ในขณะที่การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงดำเนินต่อไป ผู้ประกอบการร้านค้าและผู้ขนย้ายวัตถุดิบต่างพยายามเปลี่ยนวิธีทำงานเป็นแบบ "Work from home" เพื่อปรับตัวและรักษาความปลอดภัยของพนักงาน ตามระเบียบการด้านสุขภาพ และความปลอดภัยที่เกิดจากการแพร่ระบาด อย่างไรก็ตาม ERP แบบดิจิทัลที่ปรับเปลี่ยนได้สามารถให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ผู้ผลิต ซึ่งนำไปใช้ได้จริง รวมถึงข้อมูลการดำเนินงานที่ผู้ผลิตมีอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความคาดหวังของลูกค้า ซึ่งการมีข้อมูลแบบบูรณาการพร้อมกับการวิเคราะห์การผลิต จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและช่วยรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ
4. ข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจที่ทันเวลา (Timely Business Insights)
ผู้ผลิตทั้งหมดต้องการเข้าถึงมองเห็นทางธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตที่กำลังมองหาโซลูชันใหม่ๆ เพื่อปรับกลยุทธ์การทำงานร่วมกันที่คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งให้ข้อมูลที่เข้าถึงได้และนำไปปฏิบัติได้จริง พร้อมกับผลลัพธ์ที่ช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้ามากขึ้น
5. การรักษาความยืดหยุ่นหลังเกิดวิกฤตการณ์ (Maintaining Resilience After the Pandemic)
เมื่อเราเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน คำถามคือแล้วเรามีวิธีการรับมืออย่างไร?
ในบทความของ Brent อธิบายว่า “ในขณะที่ยังต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน ผู้ผลิตจึงควรมองหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงานและพิจารณาการผลิตดิจิทัล รวมถึงความสามารถของ Next-generation ERP อีกทั้งยังต้อง ทบทวนเครือข่ายซัพพลายเชน ในปัจจุบันและการดำเนินการผลิต เพื่อส่งเสริมความคล่องตัวมากขึ้นทั่วทั้งธุรกิจ นอกจากนี้ยังรวมถึงการเพิ่มเทคโนโลยีการผลิตดิจิทัล สำหรับข้อมูลเชิงลึกอย่างชาญฉลาด เพื่อเพิ่มความสามารถให้กระบวนการผลิตอย่างเหมาะสม”
อย่างไรก็ตามการหยุดชะงัก ความผันผวน ที่เกิดขึ้นภายหลังการแพร่ระบาดจะยังคงดำเนินต่อไป เพื่อให้สามารถอยู่รอดและช่วยธุรกิจสามารถก้าวข้ามอุปสรรคได้ สิ่งสำคัญคือ การรวมการผลิตดิจิทัลไว้ในแผนงานทางธุรกิจ ด้วย QAD Adaptive ERP ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการดำเนินธุรกิจโดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิต ก็จะช่วยรองรับข้อมูลทั้งหมดขององค์กรและเข้าใจถึงเหตุและผล ซึ่งจะช่วยถึงการประมวลผล วิเคราะห์วางแผนสถานการณ์ อีกทั้งปรับปรุงระบบธุรกิจ ตั้งแต่การวางแผนระยะยาว ระยะกลาง และระยะสั้น การทบทวนสถานการณ์จากการหยุดชะงักของซัพพลายเชน ไปจนถึงการปรับขั้นตอนการดำเนินงานในระบบธุรกิจ ให้มีประสิทิภาพ พร้อมๆ ไปกับการลดต้นทุน นอกจากนี้หากคุณกำลังมองหา ERP ที่เหมาะสม ให้เราเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดของคุณ สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERP Software โทร. 02 202 9363 หรืออีเมล์ [email protected]
ผู้เขียน
Caleb Finch
คาเลบ หนึ่งในทีมของ QAD Marketing Communication และเป็นผู้ที่ชื่นชอบเทคโนโลยีใหม่ๆ ซึ่งเขารับผิดชอบในการเขียนบล็อก รวมทั้งดูแลจัดการ Social Media และเว็บไซต์
แหล่งที่มา https://www.qad.com/blog/2021/04/why-digital-manufacturing-is-even-more-important-after-the-pandemic