วิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นต่อธุรกิจหลายๆธุรกิจ ณ ขณะนี้ ทำให้ผู้ผลิตตระหนักถึงการสื่อสารและการทำงานร่วมกันระหว่างองค์กรกับซัพพลายเออร์มากขึ้นกว่าเดิม โดยสิ่งสำคัญของการจัดหา (Sourcing) เชิงกลยุทธ์เกี่ยวข้องกับทีมจัดซื้อ ซึ่งมีหน้าที่ในคัดเลือกซัพพลายเออร์ และบ่อยครั้งที่พบว่าการจัดหา มุ่งเน้นเฉพาะราคาที่ต่ำที่สุด แทนที่จะกำหนดต้นทุนต่างๆ อย่างเหมาะสม เพื่อเพิ่มมูลค่าในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
ผู้ผลิตจึงต้องเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง ในการเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมที่สุดในการจัดหาวัสดุ ผลิตภัณฑ์ และบริการต่างๆ ซึ่งบ่อยครั้งพบว่าเป็นเรื่องยากสำหรับฝ่ายจัดซื้อที่จะคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นนอกเหนือจากราคาซื้อสินค้าตามจริง เช่น วิธีการขนส่ง ระยะเวลาในการขาย ภาษีค่าธรรมเนียม และปัจจัยอื่นๆ นอกจากนี้ยังรวมไปถึงความเสี่ยงที่ผู้ผลิตวางแผนการผลิตและจัดการคุณภาพร่วมกับซัพพลายเออร์ได้ไม่ดีพอ
การใช้แนวทางการทำงานร่วมกันด้วยระบบที่ใช้การจัดหาเชิงกลยุทธ์ จะทำให้กลยุทธ์การจัดซื้อขององค์กรสอดคล้องกับกิจกรรมของซัพพลายเออร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังช่วยประหยัดต้นทุนในระยะยาวที่ส่งผลให้เกิดประโยชน์ทางธุรกิจเพิ่มเติม รวมไปถึงเพื่อประโยชน์ 4 ประการดังนี้:
1. ลดต้นทุนทั้งทางตรงและทางอ้อม
การประหยัดต้นทุนเป็นประโยชน์สำคัญ ที่ส่งผลต่อความสามารถในการทำกำไรทางการเงินของบริษัทโดยตรง เมื่อเทียบกับรายได้จากการขาย จะเห็นว่ารายได้จากการขายจะลดลงตามค่าคอมมิชชั่น ต้นทุนขาย ต้นทุนค่าโสหุ้ย และต้นทุนอื่นๆ ซึ่งทำให้มีกำไรสุทธิที่เหลืออยู่ ตัวอย่างเช่น หากผู้ผลิตขายผลิตภัณฑ์ในราคา 1,000 บาทโดยมีอัตรากำไรสุทธิ 7% การขายนี้จะทำให้ 70 บาทเป็นผลกำไรสูงสุด ในทางตรงกันข้ามหากความพยายามในการจัดหา ช่วยประหยัดเงินได้ 1,000 บาท จำนวนเงินทั้งหมดจะลดลง กลายเป็นผลกำไรและเพิ่มความสามารถในการทำกำไรขององค์กร
2. เพิ่มความสัมพันธ์กับซัพพลายเออร์ในระยะยาว
เนื่องจากการหยุดชะงักทั่วโลกทำให้การจัดการด้านการจัดซื้อระหว่างซัพพลายเออร์มีความซับซ้อนมากขึ้น ซึ่งการเลือกซัพพลายเออร์ที่เหมาะสมจึงเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความสามารถในการทำงานร่วมกัน ดังนั้นการทำความเข้าใจวัตถุประสงค์ในการจัดหาอย่างชัดเจน ด้วยการมุ่งเน้นไปที่ความสามารถหลักของซัพพลายเออร์ และปัจจัยด้านต้นทุนของการผลิต จะช่วยให้ระดับความสัมพันธ์ระหว่างองค์กรและซัพพลายเออร์สามารถทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
นอกเหนือจากขั้นตอนการคัดเลือกและการทำสัญญาแล้ว กระบวนการจัดหาจำเป็นต้องรวมถึงการวัดผลการดำเนินงานและข้อเสนอแนะอย่างต่อเนื่อง เพื่อการพัฒนาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การทำงานตามข้อกำหนด SLA ดังนั้นหากซัพพลายเออร์สามารถบรรเทาปัญหาต่างๆ รักษาความสามารถในการทำงาน และสนับสนุนข้อมูลประสิทธิภาพ ก็จะช่วยองค์กรในการตัดสินใจในอนาคตได้อย่างเหมาะสม
3. เพิ่มประสิทธิภาพและแนวทางการทำงานอย่างเป็นระบบ
บ่อยครั้งที่เราพบว่าผู้ผลิตยังคงใช้งานด้วยสเปรดชีตหรือ Excel เพื่อบันทึกและติดตามรายละเอียดของซัพพลายเออร์ เช่น อีเมล เบอร์ติดต่อ และข้อมูลสำคัญหลายรายการ ซึ่งการจัดการด้วยวิธีดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความผิดพลายในการเข้าถึงกระบวนการและข้อมูลเชิงลึกของซัพพลายเออร์ เช่น ความสามารถในการระบุศักยภาพของซัพพลายเออร์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด ความถูกต้องในการพัฒนากระบวนการของซัพพลายเออร์ รวมไปถึงการเพิ่มมูลค่าทางธุรกิจด้วยการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์
การจัดหาเชิงกลยุทธ์เป็นหนึ่งปัจจัยที่จำเป็นสำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการจัดหาโดยอัตโนมัติและการใช้มาตรฐานการจัดหาสำหรับผู้ผลิต ด้วยการเลือกต้นทุนที่ต่ำสุดและแหล่งอุปทานที่เหมาะสมที่สุด ทั้งนี้ระบบอัตโนมัติจะช่วยลดความคลาดเคลื่อนในการจัดซื้อและเปรียบเทียบต้นทุน คุณภาพ ความสามารถ การบริการ และปัจจัยอื่นๆ ที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับซัพพลายเออร์ ซึ่งช่วยให้องค์กรมั่นใจว่ากระบวนการจัดหามีมาตรฐานเพียงพอสำหรับซัพพลายเออร์
4. ลดความเสี่ยงของซัพพลายเออร์
เนื่องจากข้อกำหนดทางธุรกิจและความต้องการในการปฏิบัติตามข้อกำหนดมีหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายเออร์ก็เช่นกัน หนึ่งในความสำคัญอันดับต้นๆ ของความเสี่ยง ก็คือการสร้างความมั่นใจในความต่อเนื่องทางธุรกิจ โดยหลีกเลี่ยงการหยุดชะงักกับซัพพลายเออร์รายสำคัญ เมื่อมีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นและเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องใช้ข้อมูลดิจิทัลในการดำเนินงานธุรกิจ ฝ่ายจัดซื้อจะต้องมีความสามาถในเข้าถึงข้อมูลเพื่อนำมาใช้ในการเจรจากับผู้ขายและซัพพลายเออร์ให้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ สำหรับการจัดการความเสี่ยงและการปฏิบัติตามกฎระเบียบ รวมถึงการจัดซื้อจำนวนมาก ที่ถูกนำมาใช้เพื่อปกป้องข้อมูลที่ใช้ร่วมกันระหว่างผู้ผลิตและซัพพลายเออร์
ผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อในหลายองค์กรกำลังมองหาวิธีการใหม่ๆ มากขึ้น เพื่อเพิ่มความพยายามในการจัดหาและแก้ไขปัญหาการหยุดชะงักของซัพพลายเชนในหลายระดับ การจัดการซัพพลายเออร์แบบบูรณาการ (Integrated Supplier Management) จึงเป็นแนวทางสำคัญในการจัดหาและเชื่อมโยงผู้ผลิตกับซัพพลายเออร์ให้ดีขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้คือรากฐานสำหรับการลดต้นทุนทางอ้อมด้านวัสดุและเชิงกลยุทธ์ การปรับปรุงประสิทธิภาพ การลดความเสี่ยง และระยะเวลาในการออกสู่ตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน
ดังนั้นมาค้นหาคำตอบว่า กลยุทธ์การจัดหาในองค์กรของคุณมีประสิทธิภาพและเข้าถึงข้อมูลดิจิทัลได้ดีเพียงใด? ขอเชิญเข้าร่วมรับชมงานสัมมนาออนไลน์ “QAD Tomorrow” ในวันพุธที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2564 เวลา 10:00-11:00 น. เพื่อเรียนรู้กลยุทธ์ในการบริหารซัพพลายเชน ความท้าทายที่เกิดขึ้น และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดเพื่อรับมือกับการหยุดชะงัก พร้อมก้าวผ่านวันพรุ่งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลงทะเบียนได้ที่ https://go.qad.com/AP-TH-FY22-WB-Tomorrow-2021_01-TH-Registration-Form-on-Right.html
นอกจากนี้ QAD มีเครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเพื่อวัดระดับความสามารถในการจัดการซัพพลายเออร์ของคุณ ว่าปัจจุบันเป็นอย่างไร มีความคล่องตัวทั้งระบบซัพพลายเชน หรือไม่ และพร้อมแนะนำโซลูชั่นและข้อมูลเชิงลึกสำหรับการพัฒนาการจัดการในอนาคต สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERP Software โทร. 02 202 9363 หรืออีเมล์ [email protected]
ผู้เขียน
Brent Dawkins ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของ QAD ด้วยประสบการณ์กว่า 20 ปีในการผลิตและซัพพลายเชน
แหล่งที่มา https://www.qad.com/blog/2021/04/four-key-strategic-sourcing-benefits